top of page

Firestop System คืออะไร ต้องติดตั้งตรงไหน? อาคารแบบไหนที่ต้องมีเพื่อให้ผ่านการตรวจ การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน

รูปภาพนักเขียน: Vigotext Thailand
Vigotext Thailand
1 ต.ค.
ยาว 2 นาที
Firestop System คืออะไร ต้องติดตั้งตรงไหน? อาคารแบบไหนที่ต้องมีเพื่อให้ผ่านการตรวจ การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน
Firestop System คืออะไร ต้องติดตั้งตรงไหน? อาคารแบบไหนที่ต้องมีเพื่อให้ผ่านการตรวจ การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน

เมื่อระบบไฟฟ้า ท่อสุขาภิบาล ท่อดับเพลิง สายสื่อสาร หรือท่อลมเจาะผ่านผนังและพื้นซึ่งออกแบบให้ทนไฟ ช่องเปิดเพียงจุดเดียวอาจทำให้แนวกั้นไฟเดิมสูญเสียความสมบูรณ์ เพราะเปลวไฟ ความร้อน และควันสามารถเดินทางผ่านช่องว่างไปยังอีกห้องหรืออีกชั้นของอาคารได้


Firestop จึงไม่ใช่งานเก็บความเรียบร้อยช่วงท้ายโครงการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันอัคคีภัยเชิงรับ หรือ Passive Fire Protection ที่ช่วยรักษาการแบ่งพื้นที่อาคารเป็นเขตกันไฟตามที่ออกแบบไว้


คำตอบสั้น ๆ คือ ต้องติดตั้ง FIRESTOP SYSTEM เมื่อมีช่องเปิด รอยต่อ หรือช่องงานระบบตัดผ่านองค์ประกอบอาคารที่กำหนดค่าทนไฟ เช่น ผนังกันไฟ พื้นกันไฟ ห้องระบบ Shaft หรือแนวกั้นพื้นที่เสี่ยง ส่วนจะต้องทนไฟกี่ชั่วโมงและใช้ระบบใด ต้องดูแบบที่ได้รับอนุญาต ข้อกำหนดโครงการ ประเภทอาคาร กฎหมายท้องถิ่น และผลทดสอบของระบบที่เลือกใช้ร่วมกัน


ดังนั้น การติดตั้ง Firestop อย่างเดียวไม่สามารถรับประกันว่าอาคารจะ “ตรวจผ่าน” ได้ทุกกรณี เพราะการตรวจรับยังครอบคลุมระบบป้องกันอัคคีภัยและเงื่อนไขอื่นของอาคาร แต่ Firestop ที่ไม่ครบ ติดตั้งผิดระบบ หรือไม่มีเอกสารรองรับ สามารถกลายเป็นรายการแก้ไขที่กระทบกำหนดส่งมอบอาคารได้


Firestop (Fire Barier Seal System) คืออะไร และทำหน้าที่ต่างจาก Fireproofing อย่างไร


Firestop คือระบบวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ปิดช่องเปิดหรือรอยต่อในผนังหรือพื้นซึ่งมีค่าทนไฟ เพื่อจำกัดการผ่านของไฟ ควัน และความร้อนตามสมรรถนะที่ระบบนั้นได้รับการทดสอบ ตัวระบบอาจประกอบด้วยวัสดุอุดกันไฟ แผ่นใยแร่ วัสดุยาแนว ปลอกหรือแถบรัดท่อ ปลอกหุ้มสายไฟ มอร์ตาร์กันไฟ หรือชิ้นส่วนอื่นตามรายละเอียดของระบบ


Firestop ต่างจากงานอื่นที่มักถูกเรียกรวมกันว่า “กันไฟ” ดังนี้


  • Firestop ปิดช่องเปิดและรอยต่อที่ตัดผ่านผนังหรือพื้นทนไฟ

  • Fireproofing เช่น สีทนไฟหรือซีเมนต์ทนไฟ ช่วยให้ชิ้นส่วนโครงสร้าง เช่น เสาและคานเหล็ก รักษาสมรรถนะเมื่อสัมผัสความร้อนตามเวลาที่ออกแบบ

  • Fire Damper ใช้ควบคุมช่องทางลมที่ผ่านแนวกั้นไฟ โดยต้องติดตั้งและปิดช่องว่างโดยรอบตามรายละเอียดที่กำหนด

  • Sprinkler และระบบดับเพลิง เป็นระบบเชิงรุกที่ตรวจจับ ควบคุม หรือดับเพลิง ต่างจาก Firestop ซึ่งทำหน้าที่รักษาแนวกั้นไฟโดยไม่ต้องรอให้ระบบสั่งงาน


ระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกัน แต่ไม่สามารถนำวัสดุชนิดหนึ่งไปใช้แทนอีกระบบโดยอัตโนมัติได้


กฎหมายกำหนดเรื่อง Firestop อย่างไร


ข้อกำหนดไม่ได้ใช้คำว่า Firestop เหมือนกันทุกฉบับ แต่สาระสำคัญมักกล่าวถึงการใช้วัสดุทนไฟปิดกั้นช่องท่อหรือช่องเปิด เพื่อป้องกันการลุกลามระหว่างพื้นที่หรือระหว่างชั้น


ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด ได้แก่


  • ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 ข้อ 81** กำหนดให้อาคารขนาดใหญ่จัดให้มีวัสดุทนไฟปิดกั้นช่องท่อต่าง ๆ ระหว่างชั้นทุกชั้นของอาคาร


  • ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน พ.ศ. 2552 ข้อ 18 ระบุให้ช่องเปิดที่ผนัง พื้น หรือคาน และช่องท่อต่าง ๆ ใช้วัสดุทนไฟปิดกั้น โดยป้องกันไฟได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันเพลิงลุกลามจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่ง ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวใช้กับโรงงานจำพวกที่ 2 หรือ 3 ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูงหรือปานกลางตามประเภทที่ระบุในบัญชีท้ายประกาศ


  • ข้อกำหนดเฉพาะอาคารบางประเภทอาจกำหนดให้ช่องเปิดในผนังทนไฟต้องได้รับการป้องกันด้วยอุปกรณ์หรือวัสดุอุดทนไฟที่ผ่านการรับรองและทดสอบ


การพิจารณาหน้างานจริงจึงต้องตรวจพร้อมกันอย่างน้อย 4 ส่วน คือ แบบสถาปัตยกรรมและ Fire Compartment, แบบ MEP, รายการประกอบแบบหรือ Project Specification และกฎหมายหรือข้อบัญญัติที่ใช้ในพื้นที่โครงการ หากอาคารอยู่นอกกรุงเทพมหานคร ต้องตรวจข้อกำหนดของเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเอกสารอนุญาตของโครงการเพิ่มเติม


อาคารประเภทใดมักมีงานติดตั้ง Firestop


Firestop ไม่ได้ถูกตัดสินจากชื่ออาคารเพียงอย่างเดียว อาคารจะมีขอบเขตงานมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแนวกั้นไฟและจำนวนช่องงานระบบ อย่างไรก็ตาม โครงการต่อไปนี้มักมีงาน Firestop จำนวนมากหรือมีข้อกำหนดเข้มงวด เพราะมีผู้ใช้อาคารจำนวนมาก มีพื้นที่ใหญ่ หรือมีระบบ MEP ซับซ้อน


  1. อาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ


อาคารสูง สำนักงานขนาดใหญ่ Mixed-use และอาคารขนาดใหญ่พิเศษมักมีท่อและสายระบบเดินข้ามหลายชั้นผ่าน Shaft และห้องระบบจำนวนมาก ทุกจุดที่เจาะผ่านแนวกั้นไฟต้องได้รับการออกแบบและติดตั้งให้คงสมรรถนะของผนังหรือพื้นเดิม


สำนักงานควบคุมอาคาร กรุงเทพมหานคร ระบุว่าอาคารสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป และอาคารขนาดใหญ่พิเศษที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป อยู่ในกลุ่มอาคารที่ต้องตรวจสอบสภาพอาคารตามกฎหมาย


  1. โรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้า


โรงงานมีทั้งพื้นที่ผลิต ห้องไฟฟ้า ห้องควบคุม พื้นที่เก็บวัตถุดิบ และบริเวณที่มีความเสี่ยงต่างกัน งานระบบที่ผ่านผนัง พื้น หรือคานอาจสร้างเส้นทางให้ไฟและควันลามไปยังพื้นที่ข้างเคียงได้ โดยเฉพาะจุดที่มี Cable Tray จำนวนมาก ท่อกระบวนการผลิต และช่องเปิดที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมตลอดอายุการใช้งาน


  1. โรงแรม โรงพยาบาล และอาคารพักอาศัยรวม


อาคารกลุ่มนี้มีห้องจำนวนมาก ทางหนีไฟ และผู้ใช้อาคารที่อาจต้องใช้เวลาในการอพยพ การรักษาแนวกั้นไฟระหว่างห้อง ทางเดิน ห้องระบบ และ Shaft จึงมีผลต่อความปลอดภัยโดยตรง โรงแรมตั้งแต่ 80 ห้อง และอาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวมตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตร เป็นกลุ่มที่กฎหมายกำหนดให้มีการตรวจสอบสภาพอาคาร


  1. ศูนย์การค้า อาคารชุมนุมคน และสถานบริการ


พื้นที่ที่มีคนจำนวนมากมักมีงานระบบไฟฟ้า ป้าย ระบบปรับอากาศ ร้านค้า และการปรับพื้นที่อยู่เป็นระยะ ทุกครั้งที่ผู้เช่าหรือผู้รับเหมาระบบเจาะผ่านผนังกันไฟ จำเป็นต้องคืนสภาพแนวกั้นไฟให้ตรงกับข้อกำหนดเดิม


  1. Data Center และอาคารที่มีระบบสายสัญญาณหนาแน่น


Data Center มี Cable Tray, Busway, ท่อร้อยสาย และ Raised Floor จำนวนมาก การเปลี่ยนอุปกรณ์หรือเพิ่มสายภายหลังอาจทำให้ระบบ Firestop เดิมถูกรบกวน จึงต้องออกแบบให้รองรับชนิดและปริมาณสายจริง รวมถึงวางระบบตรวจสอบและบันทึกการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง


  1. โครงการปรับปรุงอาคารและงานต่อเติมระบบ MEP


อาคารเดิมที่ผ่านการตรวจมาแล้วอาจเกิดช่องเปิดใหม่จากการเพิ่มสายไฟ ระบบสื่อสาร ท่อน้ำ หรือเครื่องจักร หากเปิดระบบ Firestop เดิมแล้วไม่ซ่อมคืน หรือใช้วัสดุทั่วไปปิดแทน จุดนั้นอาจไม่รักษาค่าทนไฟตามเดิม การสำรวจ Firestop จึงควรอยู่ในขอบเขตของงาน Renovation และ MEP Modification ตั้งแต่ต้น


จุดหน้างานใดบ้างที่ควรตรวจ Firestop


ก่อนส่งมอบอาคาร ควรสำรวจอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่มองเฉพาะช่องเปิดขนาดใหญ่ จุดสำคัญที่มักพบ ได้แก่


  1. ช่องท่อแนวดิ่งและช่อง Shaft ระหว่างชั้น เช่น ท่อน้ำดี ท่อน้ำเสีย ท่อดับเพลิง และท่อกระบวนการผลิต


  2. ช่องสายไฟและ Cable Tray โดยเฉพาะบริเวณห้องไฟฟ้า ห้องควบคุม ห้อง Server และ Data Center


  3. ท่อโลหะ ท่อพลาสติก และท่อที่มีฉนวนหุ้ม ซึ่งตอบสนองต่อไฟต่างกัน จึงอาจต้องใช้ระบบ Firestop คนละรูปแบบ


  4. ช่องร้อยสายเดี่ยว กลุ่มสาย และ Busway รวมถึงช่องสำรองที่ยังไม่ได้ใช้งาน


  5. ช่องท่อลมและบริเวณรอบ Fire Damper ต้องประสานรายละเอียดระหว่างงาน Firestop และงานระบบปรับอากาศให้ถูกต้อง


  6. รอยต่อระหว่างผนังกับพื้นหรือท้องคาน รวมถึง Head-of-Wall Joint ที่ต้องรองรับการเคลื่อนตัวตามระบบที่ออกแบบ


  7. รอยต่อพื้น รอยต่อผนัง และ Expansion Joint ที่อยู่บนแนวกั้นทนไฟ


  8. แนวรอยต่อระหว่างขอบพื้นกับผนังกระจก Curtain Wall หากแบบกำหนดระบบป้องกันไฟลามตามแนวขอบอาคาร


  9. ช่องเปิดแบบผสม ที่มีทั้งสายไฟ ท่อหลายชนิด และฉนวนรวมอยู่ในช่องเดียว


  10. ช่องที่เกิดหลังงานหลักเสร็จ จากการเจาะเพิ่ม แก้ไขแบบ หรือเพิ่มระบบในช่วง Commissioning และหลังเปิดใช้อาคาร


ทำไมติดวัสดุกันไฟแล้วจึงยังไม่ผ่านการตรวจรับ


งาน Firestop ไม่ได้พิจารณาแค่ “มีวัสดุอุดอยู่หรือไม่” แต่ต้องพิจารณาทั้งระบบ สาเหตุที่มักต้องแก้ไขมีดังนี้


  • ใช้โฟม PU ซิลิโคน ปูน หรือวัสดุทั่วไปที่ไม่มีข้อมูลทดสอบสำหรับงาน Firestop

  • เลือกระบบที่ไม่ตรงกับชนิดผนังหรือพื้น ชนิดท่อ ฉนวน สายไฟ และขนาดช่องเปิดจริง

  • ความลึกของวัสดุ ระยะช่องว่าง หรือวัสดุรองหลังไม่เป็นไปตามรายละเอียดระบบ

  • ท่อพลาสติกต้องใช้อุปกรณ์ช่วยปิดช่องเมื่อท่อละลาย แต่ติดตั้งไม่ครบหรือผิดตำแหน่ง

  • ช่อง Cable Tray มีการเพิ่มสายหลังส่งมอบ ทำให้วัสดุแตกร้าวหรือเกิดช่องว่างใหม่

  • งานถูกปิดฝ้า ปิดผนัง หรือวางอุปกรณ์บัง ก่อนตรวจสอบและบันทึกหลักฐาน

  • ไม่มีป้ายระบุ ไม่มีเลขตำแหน่ง ไม่มีรูปถ่าย และไม่มีแผนผังสำหรับตรวจย้อนกลับ

  • ผู้รับเหมาหลายระบบเปิดช่องเดิมซ้ำ แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบซ่อมคืนระบบ Firestop

  • ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์เป็นเกณฑ์ โดยไม่ได้ตรวจว่าชุดระบบนั้นมีผลทดสอบตรงกับสภาพติดตั้งจริงหรือไม่


ประโยคที่ควรจำคือ

Firestop ต้องเลือกเป็น Tested System ไม่ใช่เลือกจากกระป๋องวัสดุเพียงอย่างเดียว


ผลทดสอบหนึ่งชุดมีขอบเขตเรื่องวัสดุผนังหรือพื้น ขนาดช่อง ชนิดสิ่งที่ทะลุผ่าน ความลึก และองค์ประกอบการติดตั้ง หากเงื่อนไขหน้างานต่างออกไป ต้องให้ผู้ออกแบบหรือผู้เกี่ยวข้องพิจารณาระบบที่เหมาะสม

ทำไมโครงการขนาดใหญ่ควรเลือก W4D Construction ดูแลงาน Firestop


งาน Firestop ที่ดีต้องเชื่อมโยงแบบ งานระบบ สภาพช่องเปิดจริง และเอกสารส่งมอบเข้าด้วยกัน W4D Construction ให้บริการสำรวจและติดตั้งระบบ Firestop สำหรับอาคารและงานโครงการ โดยเน้นกระบวนการทำงานที่ผู้บริหารโครงการตรวจสอบได้ ได้แก่


  • สำรวจพื้นที่และจำแนกประเภทช่องเปิด

  • ทบทวนข้อกำหนด ค่าทนไฟ และรายละเอียดระบบร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง

  • เลือกวัสดุและระบบให้เหมาะกับชนิดช่องเปิดและเงื่อนไขหน้างาน

  • จัดทำ Method Statement และเอกสารวัสดุตามขอบเขตโครงการ

  • ติดตั้งโดยทีมช่าง พร้อมควบคุมคุณภาพและประสานงานกับระบบ MEP

  • จัดทำรูปถ่าย รายการตำแหน่ง และเอกสารส่งมอบเพื่อรองรับการตรวจรับ


ด้วยประสบการณ์ด้านงานก่อสร้าง ซ่อมแซมอาคาร และระบบป้องกันโครงสร้างมากกว่า 20 ปี ทีม W4D Construction มุ่งเลือกแนวทางที่เหมาะกับการใช้งาน มีหลักฐานตรวจสอบได้ และคุ้มค่าตลอดอายุโครงการ


หากโครงการของคุณกำลังเตรียมตรวจรับ พบรายการแก้ไขงานช่องเปิดกันไฟ หรือต้องการประเมิน Firestop ในอาคารที่ใช้งานอยู่ สามารถส่งแบบ รายการประกอบแบบ รูปหน้างาน และข้อมูลประเภทอาคารให้ทีม W4D Construction ช่วยประเมินขอบเขตเบื้องต้นได้


ติดต่อ W4D Construction

เว็บไซต์: www.w4dc.com

โทร: 092-258-9777, 084-677-4437

อีเมล: chetos@w4dc.com


อีเมล: Admin@w4dc.com

หมายเหตุ : ข้อกำหนดของแต่ละโครงการอาจแตกต่างกันตามประเภท อาคาร สถานที่ตั้ง แบบที่ได้รับอนุญาต ข้อกำหนดของผู้ออกแบบ และเจ้าพนักงานท้องถิ่น ควรให้วิศวกรหรือผู้รับผิดชอบโครงการตรวจ สอบก่อนเลือกและติดตั้งระบบ ไม่ควรใช้บทความนี้แทนการพิจารณา แบบหรือข้อกฎหมายเฉพาะโครงการ

ความคิดเห็น

ได้รับ 0 เต็ม 5 ดาว
ยังไม่มีการให้คะแนน

ให้คะแนน
bottom of page